: : : รายละเอียดข่าว : : :

ข่าว ปีที่ :ข่าวปีที่ 7 ฉบับที่ 07 ประจำเดือน 07 2547
หัวข้อข่าว : พิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย
รายละเอียด :
         คณะศิลปกรรมศาสตร์  วิทยาเขตปัตตานี  จัดพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย  เมื่อวันที่  1  กรกฎาคม  ที่ผ่านมา  
ณ  หอประชุมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  โดยมีอาจารย์ไพฑูรย์  เข้มแข็ง  จากวิทยาลัย
นาฏศิลป์  กรุงเทพฯ  ทำหน้าที่เป็นครูผู้ใหญ่
         การไหว้ครู  ถือเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล  เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ  
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนทางด้านนาฏศิลป์และดนตรีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประกอบพิธีไหว้ครู  อันเป็น
พิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่และมีพิธีรีตองกว่าการไหว้ครูทางหนังสือ  ทั้งนี้เพราะบรรดาศิลปินทางโขนละครนั้นมีความเชื่อ
และนับถือกันว่า  ศิลปวิทยาการทางนาฏศิลป์และดนตรีมีกำเนิดมาจากเทพเจ้าและได้ถ่ายทอดมาสู่ยังโลกมนุษย์
โดยผ่านครูอาจารย์ตามลำดับจนถึงปัจจุบัน
         พิธีการไหว้ครูทางนาฏศิลป์และดนตรีไทย  หรือที่เรียกกันในหมู่ศิลปินว่า  “พิธีไหว้ครูโขนละคร”  นั้นจะกระทำ
พิธีได้เฉพาะวันพฤหัสบดีเท่านั้น  เพราะนับถือกันว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันครู  เดือนที่นิยมประกอบพิธีตามโบราณ  กำหนด
ให้ประกอบพิธีในเดือนคู่  เช่น  2, 4, 6, 8, 10  และเดือน  12  ส่วนเดือนคี่นั้นอนุโลกให้ทำพิธีในเดือน  9  เพราะไทยเรา
ถือว่าเลข  9  เป็นเลขมงคลของไทย  ในบางครั้งโบราณยังนิยมว่าต้องระบุทางจันทรคติอีกด้วยคือ  จะต้องพิจารณาว่า
ข้างขึ้นหรือข้างแรก  หากเป็นวันพฤหัสบดีข้างขึ้นก็นับว่าเป็นมงคลยิ่ง  โดยถือว่าเป็นวันฟู  ข้างแรมเป็นวันจม  ฉะนั้น
การประกอบพิธีจึงนิยมวันข้างขึ้น  ซึ่งถือว่าเป็นวันฟู  อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง
         การไหว้ครูทางนาฏศิลป์และดนตรีไทยนั้น  มักกระทำเป็น  2  ระบบคือ
         1.  พิธีไหว้ครูเมื่อเริ่มต้นเรียน
         2.  พิธีไหว้ครูประจำปี
         พิธีไหว้ครูเมื่อเริ่มเรียน
         พิธีนี้เป็นพิธีเล็ก  ๆ  ผู้เรียนจะต้องนำดอกไม้  ธูปเทียน  ไปมอบต่อครูผู้สอนในวันพฤหัสบดี  เพื่อเป็นเครื่องแสดง
ว่ายอมเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตามต่อครูผู้สอน  และครูผู้สอนจะกล่าวคำบูชาครูโดยให้ผู้เรียนว่าตาม  แล้วครูก็จับมือหัดรำ
ให้พอเป็นพิธี  จากนั้นจึงจะเริ่มต้นหัดเรียนกันเรื่อย  ๆ  ไป
         พิธีไหว้ครูประจำปี
         พิธีไหว้ครูประจำปีถือเป็นพิธีใหญ่  โดยกำหนดให้ประกอบพิธีในวันพฤหัสบดี  การไหว้ครูประจำปีจะต้องมีการตระเตรียม
หลายสิ่งหลายอย่าง  เช่น  สถานที่  ศีรษะพระครู  ศีรษะเทพเจ้าทั้งหลาย  วงดนตรีไทยที่ใช้บรรเลงประกอบพิธี  เครื่องเซ่น
สังเวยทั้งดิบและสุก  ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง  ๆ  เพื่อให้พิธีไหว้ครูประจำปีสมบูรณ์ที่สุด  ในการนี้ก่อนวันไหว้ครูบรรดา
ศิษย์เก่าและใหม่จะมาร่วมกันจัดและตกแต่งบริเวณปริมณฑลพิธี  โดยมีครูผู้ใหญ่  (พิธีกร)  ดูแลความเรียบร้อย  อาทิ  
การจัดวางศีรษะเทพเจ้า  หัวโขนชนิดต่าง  ๆ  ที่เราใช้แสดงกัน  ตลอดจนอุปกรณ์ในการแสดงโขนละครมาตั้งบน
โต๊ะบูชาครู  ครั้นจัดอุปกรณ์และสถานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วรุ่งขึ้นจะเริ่มทำพิธีไหว้ครู  ซึ่งพิธีนี้หากผู้ที่เป็นศิษย์ยังไม่ได้
เข้าพิธีไหว้ครูจะถือว่าศิษย์ผู้นั้นจะยังไม่สมบูรณ์  และบรรดาครูอาจารย์จะไม่กล้าสอนเพลงหน้าพาทย์สูง  ๆ  ตลอดจน
ท่ารำชั้นสูงให้แก่ศิษย์  โดยถือว่าหากสอนให้แล้วอาจเป็นผลร้ายแก่ตัวครูเองและแก่ศิษย์ด้วย  ดังนั้นในวงการนาฏศิลป์
และดนตรีไทยจึงมีความเคารถและเชื่อมั่นในพิธีไหว้ครูประจำปีเป็นอย่างมาก  ในขณะที่พิธีเริ่มขึ้นจะมีครูผู้ใหญ่  (พิธีกร)  
นุ่งขาวห่มขาว  เป็นผู้ทำพิธีกล่าวอัญเชิญเทพเจ้าแห่งศิลปะและอัญเชิญครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วมารับเครื่องสังเวย
บูชาที่จัดเตรียมไว้  พร้อมกันนี้จะมีวงดนตรีไทยบรรเลงประกอบเป็นระยะ  ๆ  ด้วย  และพิธีอัญเชิญนี้จะต้องกระทำ
ให้เสร็จภายในเที่ยงวัน  ต่อจากนั้นจึงเป็นพิธีครอบ  ซึ่งถือว่าเป็นพิธีสำคัญอีกพิธีหนึ่งซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
         พิธีครอบหรือการครอบนี้จะกระทำกันในพิธีไหว้ครูประจำปีเท่านั้น  โดยครูจะกระทำให้แก่ศิษย์ซึ่งสมควร
จะเป็นครูสอนศิษย์ต่อไป  โดยจะกระทำให้เป็นราย  ๆ  ไป  โดยมีเหตุผล  3  ประการคือ
         1.  ครอบให้แก่ศิษย์ผู้ต้องการเรียนหน้าพาทย์ชั้นสูง
         2.  ครอบให้แก่ศิษย์ผู้ที่จะต้องเป็นครูสอนผู้อื่นต่อไป
         3.  ครอบให้แก่ศิษย์อาวุโส  เพื่อมอบฉันทะให้เป็นผู้อ่านโองการและทำพิธีไหว้ครูต่อไป
         การครอบทั้ง  3  ประการนี้  ผู้เป็นศิษย์จะต้องเตรียมดอกไม้  ธูปเทียน  ขันขนาดเล็ก  เงินค่าคำนลบูชาครู  
และผ้าขาว  นำมามอบให้ครูผู้ใหญ่ที่จะเป็นผู้ทำพิธีครอบ  เมื่อครูผู้ใหญ่รับสิ่งของเหล่านั้นแล้ว  ครูผู้ประกอบพิธีจะนำเอา
ศีรษะพระภรตฤษี  ศีรษะพระพิราพ  ชฎา  เทริด  ฯลฯ  ที่รวมเรียกกันว่า  “ศีรษะครู”  สวมครอบลงไปบนศีรษะศิษย์
ทีละคน  พร้อมทั้งว่าคาถาและประพรมน้ำมนต์  เจิมหน้าผาก  และสวมด้วยมงคล
         เมื่อศิษย์ทั้งหลายที่ได้ผ่านการครอบประการที่  1  แล้วก็จะบังเกิดความเชื่อมั่นในการที่จะเรียนเพลงหน้าพาทย์
ชั้นสูง  เพราะเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง  ๆ  เหล่านั้นจะบรรเลงตก  ๆ  หล่น  ๆ  หรือหลงลืมไม่ได้เป็นอันขาด  ยิ่งเป็นเพลง
องค์พระพิราพด้วยแล้ว  ยิ่งต้องระมัดระวังมาก  หากบรรเลงไม่ครบถ้วนกระบวนเพลงแล้ว  ถือว่าจะเกิดอัปมงคลกับ
ตนเอง  ทางด้านนาฏศิลป์ก็เช่นเดียวกัน  โดยเฉพาะท่ารำองค์พระพิราพจะต้องกระทำกันด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง  
หากกระทำไม่ถูกต้องอาจเกิดผลร้ายเช่นกันที่เรียกว่า  “ผิดครู”  หรือ  “แรงครู”  ก็ได้
         สำหรับการครอบในประการที่  2  คือ  ศิษย์ต้องครอบเพื่อเป็นครูผู้อื่นต่อไปนั้น  ศิษย์จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้
ในหลักการทางดนตรีและนาฏศิลป์พอสมควร  ต้องประกอบด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิ  ตลอดจนความประพฤติที่ครูไว้วางใจ
ได้  และเมื่อครอบแล้วครูผู้ครอบจะอบรมสั่งสอนให้ประพฤติตนให้เป็นที่เคารพแก่ศิษย์ทั้งหลายและให้ถือว่าบรรดา
ศิษย์ทั้งหญิงและชายที่มาเรียนนาฏศิลป์และดนตรีนั้น  เป็นเสมือนหนึ่งบุตรหลานหรือญาติพี่น้องทั้งสิ้น
         ส่วนการครอบในประการสุดท้าย  เป็นการครอบที่สำคัญที่สุดกล่าวคือ  เป็นการมอบกรรมสิทธิ์ให้กับศิษย์
ที่มีความพร้อมในด้านคุณวุฒิ  วัยวุฒิ  เพื่อเป็นหัวหน้าประกอบพิธีไหว้ครูต่อไป  ซึ่งการทำพิธีครอบประการสุดท้ายนี้
มักจะกระทำให้แต่เฉพาะศิษย์ก้นกุฏิเท่านั้น  หากเป็นบุคคลอื่นขอทำพิธีครอบ  ครูจะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อน
         พิธีครอบนี้จะกระทำได้ก็เฉพาะในพิธีไหว้ครูประจำปีหรือจัดขึ้นเฉพาะกิจเพื่อสืบทอดทายาททางนาฏศิลป์ดนตรี
เท่านั้น  และการครอบจะกระทำต่อจากพิธีไหว้ครูคือ  หลังจากครูผู้เป็นเจ้าพิธีได้กล่าวอัญเชิญเทพยดา  ครูอาจารย์ทาง
นาฏศิลป์ดนตรีที่ล่วงลับไปแล้วมาสู่ในบริเวณปริมณฑลพิธี  ครูผู้ประกอบพิธีครอบก็จะเริ่มดำเนินการครอบตามความ
ต้องการของศิษย์ต่อไป
         ในระหว่างที่มีพิธีครอบครูกำลังดำเนินการอยู่  บรรดาศิษย์ที่ผ่านการครอบครูแล้ว  จะแสดงความกตัญญูและความ
เคารพต่อครูบาอาจารย์โดยมีการรำถวายมือ  โดยจะมีครูนาฏศิลป์ทั้งหลายจะรำนำหน้าทั้งศิษย์เก่าและใหม่พร้อม  ๆ  กับ
วงดนตรีไทยบรรเลงประกอบไปด้วย  เมื่อเสร็จพิธีครอบ  ครูผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าพิธีจะทำพิธีอัญเชิญครูกลับเรียกว่า  “ส่งครู”  
เป็นเสร็จพิธี
         ในพิธีการไหว้ครู  นอกจากจะเป็นการเคารพคุณครูอาจารย์ทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว  ยังได้ประโยชน์ใน
ทางอื่น  ๆ  ดังนี้
         ประการแรก  ศิษย์และครูได้มีโอกาสร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระและแผ่ส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
         ประการที่สอง  ทำให้ผู้ร่วมงานได้รู้จักผู้มีอาชีพเดียวกันเพิ่มขึ้น  สร้างความเชื่อมั่นในวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา  
เช่น  มีความกล้าในการรำถวายมือ  หรือมีโอกาสต่อเพลงสำคัญ  ๆ  เพิ่มเติม  และที่มีความหมายต่อผู้เข้าร่วมในพิธีไหว้ครู
ก็คือ  มีความมั่นใจว่า  “เป็นศิษย์มีครู”
         ประการที่สาม  เป็นการเปิดโอกาสให้ศิษย์ทั้งหลายได้มาพบปะสังสรรค์กัน  ก่อให้เกิดความสามัคคีในระหว่างหมู่คณะ
         ประการที่สี่  เป็นการอบรมให้ศิษย์มีความเคารพยึดมั่นในครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา  ศิษย์ผู้เข้าพิธีไหว้ครูแล้วจะไม่ทรยศต่อครู  ไม่ว่าทั้งต่อหน้าและลับหลัง
         ประการที่ห้า  นับว่าสำคัญมากคือเป็นการอภัยโทษให้กันในระหว่างครูกับศิษย์  ไม่ว่าศิษย์จะทำให้ครูผิดพ้อง
หมองใจอย่างไรก็ตาม  เมื่อมาเข้าพิธีไหว้ครูแล้วก็เป็นอันยกโทษให้กันหมดสิ้นและตั้งใจทำความดีต่อไป

                                             ****************************************





โดย : * [ วันที่ ]